วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"ไม้พะยูง" ไม้ที่แพงที่สุดในโลก และเหลือเพียงแห่งเดียวในโลกคือ ประเทศไทย

"ไม้พะยูง" ไม้ที่แพงที่สุดในโลก และเหลือเพียงแห่งเดียวในโลกคือ ประเทศไทย

แหล่งสุดท้ายของโลก ไม่พะยูงไทยใกล้สูญพันธุ์ อีกไม่เกิน 2 ปีมีโอกาศหมดแน่ เนื่องจากการปั่นราคาจนกลายเป็นไม้แพงสุดในโลก ลบ.ม.ละ 2.5-3แสน ขนาดแค่ชี้จุดได้ต้นละ 5 พัน สาเหตุจีนมีความต้องการสูงเอาไปทำวัตถุมงคล-เครื่องเรือน



ขณะนี้สถานการณ์การลักลอบตัดไม้ทำลายป่ายังคงวิกฤติมาก โดยเฉพาะไม้พะยูงถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ที่มีการลักลอบตัดมากที่สุดในตอนนี้ จากในอดีตที่เคยเป็นไม้สัก ไม้กฤษณา แต่ปรากฏว่าในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ความต้องการของไม้พะยูงมีสูงมากในแถบประเทศจีน เวียดนาม ถึงขั้นมีนายทุนจากต่างชาติเข้ามาสร้างเครือข่ายตัดไม้พะยูง ในป่าบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก จ.สุรินทร์ และอุทยานแห่ชาติ ภูจองนายอย จ.อุบลฯ และเขาพระวิหาร ที่ยังเป็นแหล่งไม้พะยูงที่สมบูรณ์ ที่ผ่านมาถึงแม้เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังร่วมกับทหาร ตำรวจปราบปรามอย่างเต็มที่ แต่ก็ปรากฏว่ายังคงมีไม้ถูกตัดออกจากป่าจำนวนมากเช่นกัน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและยึดไม้พะยูงของกลางไว้คิดเป็นมูลค่ามากถึง 1.9 หมื่นล้านบาท และรัฐบาลก็ไม่ให้นำไม้ออกมาขายทอดตลาด เพราะเป็นห่วงว่าจะถูกนายทุนพวกนี้มาซื้อไม้พะยูงกลับเอาไป

เพราะเวลานี้ในตลาดโลกมีการปั่นราคาไม้พะยูงจนราคาพุ่งสูงมากถึงตับละ 5 หมื่นบาท โดยไม้ 1 ตับ จะมีขนาดหน้าไม้ 20x40 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร หรือราคาลูกบาศก์เมตรละ 2.5-3 แสนบาท หรือถ้าคิดเป็นต้นขนาด 1 คนโอบ ก็ราคาตั้งแต่ 3 แสนบาทขึ้นไป การลักลอบตัดไม้พะยูงนั้นจะทำเป็นขบวนการโดยมีทั้งในส่วนของคนไทยเองและชาวกัมพูชา โดยจะมีคนชี้เป้าว่ามีไม้พะยูงขึ้นอยู่จุดใดบ้างซึ่งมักจะเป็นคนพื้นที่ ซึ่งเพียงแค่การชี้เป้านี้ก็จะได้ค่าตอบแทนแล้วต้นละ 5,000 บาท

เวลานี้จึงถือว่าไม้พะยูงเป็นไม้ที่ราคาแพงมากที่สุดในโลกและแพงกว่าไม้สักซึ่งราคาลูกบาศก์เมตรละไม่กี่หมื่นบาทเท่านั้น ส่วนสาเหตุที่ไม้พะยูงมีราคาพุ่งสูงมาก เนื่องจากมีความนิยมในการใช้ไม้ชนิดนี้ในประเทศจีนอย่างมาก โดยเริ่มจากการนำเข้าไม้ชนิดนี้ไปซ่อมแซมพระราชวังต้องห้าม ในช่วงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในปี 2551 ต่อมาก็มีความนิยมนำไม้พะยูงไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ แต่ระยะหลังไม้พะยูงมีราคาพุ่งสูงขึ้นมาก

ทางนายทุนจึงหันมาทำเป็นวัตถุมงคลและของแต่งบ้านชิ้นเล็ก ๆ เช่น ตัวปี่เซียะ เทพเจ้า ฮก ลก ซิ่ว แทน อย่างไรก็ตามในส่วนของคนไทยไม่นิยมใช้ประโยชน์จากไม้พะยูง เพราะมีความเชื่อบางอย่าง จึงไม่นำไม้พะยูงมาทำเป็นไม้กระดาน เตียงนอน และบันไดบ้าน ใช้เพียงทำรั้วบ้านเท่านั้น สำหรับไม้พะยูงนั้นเป็นไม้เนื้อแข็ง ตระกูลเดียวกับไม้แดง ไม้ประดู่ ที่สำคัญในเวลานี้ไม้พะยูงถือว่าเหลือเฉพาะในประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก เพราะประเทศลาวที่เคยมีก็หมดไปแล้ว



"หากสถานการณ์การลักลอบตัดไม้พะยูงยังรุนแรงเช่นนี้ไปอีกเรื่อยๆ คาดว่าอีกไม่เกิน 2 ปี ไม่เพียงแต่ไม้พะยูงจะหายไปจากประเทศไทยเท่านั้น แต่จะหมายความว่ามันได้หายไปจากโลกอีกด้วย เพราะเป็นไม้ เนื้อแข็งมากที่ปลูกยาก โตช้า ใช้เวลามากถึง 40 ปี ถึงจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งพบว่า ตอไม้ที่ถูกตัดโค่นนั้นมีอายุเป็นร้อย ๆ ปี จึง น่าเสียดายเอามากๆ "


ข้อมูลของไม้พะยูงหรือพยุง

"พะยูง" เป็นไม้เนื้อแข็งเช่นเดียวกับไม้สัก ตะเคียน มีชื่อและความหมายดี เชื่อว่าบ้านใดปลูกไว้ประจำบ้าน จะทำใ้ห้บุคคลในบ้านมีแต่ความเจริญ มีฐานะดีขึ้น ช่วยไม่ให้ชีวิตตกต่ำ เพราะพยุงคือการประคับประคองให้คงอยู่ ให้มั่นคงหรือการยกให้สูงขึ้น

ต้นพะยูงจัดเป็นไม้มงคลที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร หรือก่อฐานประดิษฐ์ถาวรวัตถุต่างๆ คนไทยจัด ลำดับ " พะยูง" ให้อยู่ใน 9 ชนิดไม้มงคลที่ควรปลูกไว้ในบ้าน ประกอบด้วย ชัยพฤกษ์, ราชพฤกษ์, ทองหลวง, ไผ่สีสุก, กันเกรา, ทรงบาดาล, สัก, พะยูง, ขนุน กระทั่งมีกลอนบทหนึ่งที่กล่าวถึงไม้มงคลทั้ง 9 ในส่วนของไม้พะยูงว่า

"ไม้พะยูง พยุงฐานะงานทำนั้น ให้คงมั่นพลันยิ่งทุกสิ่งที่ ปลูกไว้กันนั้นคุณจุนเจือมี ไม้ดีดีไม่ดูดายขยายไป"

พะยูงเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 15-25 เมตร เปลือกสีเทาเรียบเรือนยอดทรงกมักขึ้นอยู่ในป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณชื้นทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือลมหรือรูปไข่ผลัดใบในหน้าแล้งและภาคตะวันออก

ส่วนเนื้อไม้ที่ได้จะมีสีแดงอมม่วงถึงแดงเลือดหมูแก่ เนื้อละเอียดแข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาไ้ด้ดีใช้ทำี เครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี เช่น ซอ ขลุ่ย ลูกระนาด และแม้แต่ ช้อน ส้อม

เปิดสถิติอุบัติเหตุคร่าชีวิตคนไทยอันดับ 6 ของโลก

เปิดสถิติอุบัติเหตุคร่าชีวิตคนไทยอันดับ 6 ของโลก



 
เปิดสถิติอุบัติเหตุคร่าชีวิตคนไทยอันดับ 6 ของโลก คนตาย 2 พันคนต่อเดือน ชี้กฎหมายเอาผิดเมาแล้วขับอ่อนแอ แค่มีเงิน-เป็นไฮโซ ชนคนตายก็พ้นคุกได้ ด้าน”ตัวแทนกู้ชีพ” ชี้ แม้ระบบการแพทย์จะดีแต่หากอุบัติเหตุรุนแรง อัตราการเสียชีวิตย่อมสูง แนะรณรงค์ป้องกันแก้ปัญหาจากต้นตอ ศวปถ.แนะกู้ชีพก่อนเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยต้องมั่นใจว่าปลอดภัย ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำสอง

 

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประชุมวิชาการการแพทย์ฉุกเฉินระดับชาติ ประจำปี 2556 (National EMS FORUM 2013) ภายใต้ประเด็นหลัก คือภาคีการแพทย์ฉุกเฉินไทย ก้าวไกลสู่อาเซียน” โดยได้มีการเสวนาในหัวข้อ “การป้องกันอุบัติเหตุจราจร”
นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย รองผู้อำนวยการอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์อุบัติเหตุ โรงพยาบาลขอนแก่น     กล่าวว่า  การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในเมืองไทย นับว่ามีความรุนแรงเป็นอย่างมาก จากสถิติขององค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุของประเทศไทย มาเป็นอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว หรือหากคิดภายใน 1 เดือน มีคนเจ็บประมาณ 2แสนคน มีคนตาย ประมาณ 2 พันคน ทั้งนี้การเกิดอุบัติเหตุ คนส่วนใหญ่มักมองเป็นเรื่องธรรมดา เพราะมีความคุ้นชินกับสิ่งนี้  แต่สิ่งที่เรากังวลกลายเรื่องระบาด เช่น ไข้หวัดนก ทั้งๆที่อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมีมากกว่าหลายเท่าตัว  ส่วนสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นมีอยู่หลายปัจจัย เช่น นโยบายรถคันแรก จากสถิติมีผู้ลงทะเบียนขอรถป้ายแดงเพิ่มขึ้นเป็นล้านคันซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 5เท่าตัว  แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ คนที่ออกรถป้ายแดง ไม่มีศักยภาพที่จะขับรถได้ดีพอ เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น และคนที่เป็นเหยื่อส่วนใหญ่มักเป็นคนเดินถนน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ ที่การกำหนดโทษในประเทศไทยยังไม่รุนแรงเท่าที่ควร มีโทษปรับเพียงไม่กี่พัน ยกตัวอย่างเช่น ไฮโซไปชนคนตาย สุดท้ายก็ไม่ติดคุก หรือพูดง่ายๆ ถ้ามีเงินเป็นไฮโซก็สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้  ขณะที่ต่างประเทศโทษจะหนักกว่าเรามาก อย่างในประเทศญี่ปุ่น มีความผิดถึงขั้น ยึดใบขับขี่ตลอดชีวิต และถึงขั้นให้ออกจากงานกันเลยทีเดียว
นพ.วิทยา กล่าวต่อว่า  เหลืออีกไม่กี่ปีเราก็จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว ซึ่งมั่นใจว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจะต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะเมื่อมีการเปิดประเทศคนในอาเซียนก็จะเข้ามามาก ที่สำคัญความรู้การใช้ถนนก็มีความต่างกัน ยกตัวอย่าง เมื่อเราข้ามถนนในประเทศลาว เราก็คุ้นชินกับการมองรถทางด้านขวา ปรากฏว่ารถมาทางซ้ายก็เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ในทางกลับกัน หากคนลาวมาที่ประเทศไทย ก็จะคุ้นชินกับการมองรถทางด้านซ้าย เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน หรือแม้แต่การขับรถที่เราถนัดซ้ายเมื่อไปประเทศลาวก็ขับทางขวา อาจเกิดเป็นความไม่คุ้นชินจนเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นก่อนที่จะเข้าเออีซี เราต้องเตรียมพร้อมรวมถึงให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อการลดอุบัติเหตุ   อย่างไรก็ตามการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ขอเรียนว่า ไม่ใช่เฉพาะคนขับรถ คนข้ามถนน แม้แต่หน่วยกู้ชีพ ก็อยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนแทบทั้งสิ้น ฉะนั้นการเตรียมความพร้อม การรณรงค์ตระหนักรู้เพื่อลดอุบัติเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างไรก็ตามในส่วนของ สพฉ. ก็ควรพัฒนามาตรฐานในการจัดการเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับบุคลากร เช่นจะต้องกำหนดว่าคนขับรถพยาบาลจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย นอกจากนี้ต้องทำการณรงค์ในเรื่องการให้ทางรถพยาบาล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน นอกจากนี้ควรจัดให้มีการประชุมกันทุกเดือน (EMS DAY) เพื่อหาแนวทางและบทเรียนในการพัฒนา
ด้านนายมนตรี เลาหกรรณวนิช ตัวแทนมูลนิธิ กล่าวว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา อยากชื่นชม สพฉ.ว่ามีการบูรณาการการทำงานเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินได้ดี แต่เมื่อย้อนกลับมามองถึงสถิติการเกิดอุบัติเหตุ หลายชีวิตไม่รอดเนื่องจากผู้ประสบเหตุมีอาการหนักมาก และแม้แพทย์ที่เข้าให้การช่วยเหลือจะเก่งอย่างไรก็ไม่สามารถช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินได้ นอกจากนี้ยังมีสถิติการเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุสูงมาก และที่เห็นได้ชัดคือสถิติในปี 2555 สถิติการเกิดอุบัติเหตุมีมากขึ้น จำนวนผู้บาดเจ็บลดลง แต่ผู้เสียชีวิตกลับมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าอุบัติเหตุมีความรุนแรงสูง ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราต้องพัฒนาตนเอง อย่าทำแค่เรื่องช่วยคนเจ็บ เก็บคนตาย
“ไม่ควรให้ความสำคัญเพียงแค่ 7 วันอันตรายเท่านั้น เพราะการรายงานตัวเลขที่เกิดขึ้นเราก็รู้กันดีว่าไม่ใช่ตัวเลขที่แท้จริง ดังนั้นจึงต้องมีการทำงานเชิงรุก โดยเริ่มนำข้อมูลแต่ละหน่วยงานมาเปรียบเทียบกัน และช่วยกันรณรงค์การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในวงกว้างา  เช่น ให้เคารพกฎจราจร สนับสนุนให้มีการสร้างวงเวียนในพื้นที่การจราจรคับคั่งเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ หรือลดอัตราเสี่ยงการเกิดอาการบาดเจ็บที่รุนแรง เช่น สวมหมวกกันน็อค”
รศ. ลำดวน ศรีศักดา อนุกรรมการที่ปรึกษาด้านถนนและการสัญจรอย่างปลอดภัย ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสาเหตุอุบัติเหตุ กล่าวว่า  ปัจจัยสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุคือสภาพถนน และความเร็ว  แต่ทั้งนี้ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องการช่วยเหลือของอาสาสมัครกู้ชีพ ซึ่งตามปกติรถกู้ชีพจะมีสัญญาณไฟซึ่งน่าจะเพียงพอในการเตือนประชาชนรอบข้างว่ามีเหตุฉุกเฉิน  แต่ก็ยังพบว่ามีอุบัติเหตุซ้ำสองเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นหลักของการช่วยเหลือผู้ป่วย คือ  จะต้องมั่นใจก่อนมีความปลอดภัย  คือ หาที่จอดรถกู้ชีพที่เหมาะสม วางระบบป้องกันคนที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการโดยฝ่ายช่วยเหลือผู้ป่วยก็ทำหน้าที่ในการช่วยเหลือ ส่วนผู้เก็บข้อมูลก็เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากในการพัฒนาระบบการช่วยเหลือต่อไป เช่น การถ่ายภาพเหตุการณ์จะต้องถ่ายในมุมกว้าง และสามารถอธิบายเรื่องราวของการเกิดอุบัติเหตุ
ด้าน นพ.ประยูร โกวิทย์ ผอ.โรงพยาบาลบ้านไผ่ กล่าวว่า ในพื้นที่บ้านไผ่ แม้จะมีหน่วยกู้ชีพทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันทำงาน แต่ในส่วนของสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจนมีผู้เสียชีวิตมาเป็นอันดับ 1 รวมทั้งคนนอกพื้นที่มาเสียชีวิตที่บ้านไผ่ก็มีจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งกระบวนการจัดการลดอุบัติเหตุในบ้านไผ่ก็มีกระบวนการง่ายๆ ที่เน้นการพูดคุยประชุมร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยมีโจทย์ในการนำทางร่วมกันว่าจะลดอุบัติเหตุในพื้นที่ เมื่อได้โจทย์แล้วสิ่งแรกเริ่มต้นด้วยการหาข้อมูล ผู้เสียชีวิตว่าเสียชีวิตกี่คน หรือพื้นที่ไหนมีคนเสียชีวิตมากที่สุด หรือจุดแยกใดมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดเป็นต้น โดยหาข้อมูลจาก ตำรวจในพื้นที่ หน่วยกู้ชีพ เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ก็ชักชวนตำรวจ  อบต. อบจ.นายอำเภอ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้นำท้องถิ่น มาร่วมพูดคุยปรึกษาหารือกันว่าจะหาแนวทางป้องกันร่วมกันอย่างไร เมื่อได้ข้อเสนอแนะร่วมกันแล้ว จึงนำเนินการในทางปฏิบัติต่อไป ยกตัวอย่างเช่น ตรงสี่แยกหนองน้ำใส มักเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากสี่แยกดังกล่าวไม่มีไฟแดง เมื่อเรานำเรื่องนี้มาพูดคุยกันและได้ข้อสรุปร่วมกันว่า  ต้องทำช่องยูเทิร์นรถ แต่ต้องนำแผงปูนมาปิดการจราจรบางช่องจราจรตรง สี่แยกนั้น เมื่อทำเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมเรียบร้อยจึงดำเนินการตามแบบนั้นทันที เมื่อเวลาผ่านไปปรากฏว่า สี่แยกนั้นไม่มีอุบัติเหตุอีกเลย ซึ่งการลดอุบัติเหตุได้ดังกล่าว เกิดจากการร่วมมือร่วมใจ ของคนในพื้นที่ชัดเจน
นพ.ประยูร กล่าวต่อว่า ในส่วนของพฤติกรรมการใช้ถนนของชาวบ้านแบบผิดๆ  ยอมรับว่า แม้จะใช้กฎหมายมาบังคับก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ยังมีการขับขี่มอเตอร์ไซด์โดยไม่สวมหมวกกันน็อคกันอยู่ แต่บ้านไผ่จะมีวิธีแตกต่างกันออกไป เช่น ใครที่สวมหมวกกันน็อคมา ก็จะให้ตำรวจมามอบรางวัลให้ พร้อมมีคำชื่นชมจากนายอำเภอ แต่หากใครไม่สวมหมวกกันน๊อคมาก็จะทำการเรียกมาพูดคุยกันก่อน โดยให้เลือกว่า จะเลือกถูกปรับ 400 บาท หรือจะซื้อหมวกกันน็อคใหม่ในราคา  99 บาท สุดท้ายก็เลือกการซื้อหมวกกันน็อคแทน ส่งผลให้มีการตอบรับที่ดีจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก มีบางครอบครัวใส่หมวกกันน็อคทั้งพ่อแม่ลูกเลย เมื่อเห็นเช่นนี้รู้สึกชื่นใจเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงแรงจูงใจอย่างง่ายเพื่อทำการลดอุบัติเหตุในพื้นที่ชุมชนร่วมกัน โดยปราศจากการบังคับขู่เข็ญแต่อย่างใด

อาเซียน (ASEAN) เป็นการรวมตัวกันของ 10 ประเทศ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำอาเซียนได้ร่วมลงนามในปฎิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน เห็นชอบให้จัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) คือการให้อาเซียนรวมตัวเป็นชุมชนหรือประชาคมเดียวกันให้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) แต่ต่อมาได้ตกลงร่นระยะเวลาจัดตั้งให้เสร็จในปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

ในปีนั้นเองจะมีการเปิดกว้างให้ประชาชนในแต่ละประเทศสามารถเข้าไปทำงานในประเทศอื่น ๆ ในประชาคมอาเซียนได้อย่างเสรี เสมือนดังเป็นประเทศเดียวกัน ซึ่งจะมีผลกระทบกับการประกอบอาชีพและการมีงานทำของคนไทยเป็นอย่างมาก การทำความเข้าใจในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์วิทยาลัยเชียงราย จึงได้จัดทำเว็บไซต์นี้ขึ้น เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ กับบุคลากรของวิทยาลัย ในการเตรียมตัว ให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้.


เปิดกรุสมบัติ ‘เณรคำ’ รวยโคตร!

เปิดกรุสมบัติ ‘เณรคำ’ รวยโคตร!

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2556 เวลา 10:39 น.
จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ตรวจสอบพบพฤติกรรมเชิงชู้สาวของพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ประธานสำนักสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิงสาวรายหนึ่ง อายุเพียง 14 ปี จนมีลูกด้วยกัน 1 คน และส่งให้เจ้าคณะปกครอง จ.ศรีสะเกษ เพื่อประกอบการพิจารณา เรื่องการปาราชิกหรือให้หลวงปู่เณรคำขาดจากความเป็นพระ นอกจากนี้ยังพบว่าหลวงปู่เณรคำและคนใกล้ชิด มีพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายอีกหลายประการด้วยกัน จน ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ และร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินของหลวงปู่เณรคำ และคนใกล้ชิดตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฎิบัติการคดีพิเศษ ดีเอสไอ เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมกรณีการสั่งรถหรูของหลวงปู่เณรคำ ว่า กรณีการสั่งซื้อรถเบนซ์จำนวน 22 คันตั้งแต่ปี 2551–2554 ของหลวงปู่เณรคำนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลจนทราบว่า วิธีการสั่งซื้อรถเบนซ์ของหลวงปู่เณรคำนั้น คือการสั่งซื้อรถรุ่นใหม่ป้ายแดงออกมาใช้ แต่ยังไม่มีการจดทะเบียน และเมื่อใช้ไปสักพักก็นำกลับไปขายคืนให้กลับศูนย์เบนซ์ แล้วนำเอารถเบนซ์รุ่นใหม่ออกมาใช้อีก ซึ่งทำวนเวียนอยู่อย่างนี้ จำนวนทั้งสิ้น 22 คัน ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็เร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นการฟอกเงินหรือไม่
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้รับการติดต่อจากเจ้าของร้านรับแต่งรถแห่งหนึ่ง ซึ่งขอให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ ถึงกรณีที่ทางหลวงปู่เณรคำ ได้มาสั่งซื้อรถจากท้องตลาดแล้วให้นำมาตกแต่งภายในเพิ่มเติมให้หรูหรา โดยทางเจ้าของร้านดังกล่าวได้ให้ข้อมูลพร้อมเอกสารการสั่งรถ จากทางหลวงปู่เณรคำ ที่มีการสั่งซื้อรถยี่ห้อต่างๆจำนวน 35 คัน ที่มีอยู่ในท้องตลาดกับทางร้านดังกล่าว
โดยทางหลวงปู่เณรคำจะทำการเลือกว่าจะเอารถรุ่นไหน แล้วให้ทางร้านดังกล่าวนั้นเป็นคนไปจัดซื้อแล้วนำมาตกแต่งภายเพิ่มเติมให้ จากนั้นทางหลวงปู่เณรคำก็จะนำเงินมาจ่ายแล้วรับรถกลับไป รวมการสั่งซื้อรถของทางหลวงปู่เณรคำ จากร้านดังกล่าวจำนวนทั้งสิ้น 35 คัน หรือคิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท
ผงะซื้อเบนซ์เงินสด 22 คัน

วานนี้ (10 ก.ค.) ที่ดีเอสไอ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าว  ถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีเกี่ยวกับพฤติกรรมและการกระทำโดยมิชอบของหลวงปู่เณรคำ ว่า ล่าสุดได้รับรายงานจาก พ.ต.ท.กรวัชร์ ประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ซึ่งลงพื้นที่ จ.อุลบราชธานี เพื่อตรวจสอบรถยนต์ที่อยู่ในความครอบครองของพระวิรพล โดยข้อมูลจากศูนย์เบนซ์อุบลราชธานี พบข้อมูลพระวิรพลใช้เงินสดซื้อรถเบนซ์ 22 คัน เป็นเงิน 95 ล้านบาท ระหว่างปี 2551-2554 โดยในจำนวนนี้มี 21 คัน เป็นชื่อของพระวิรพล ส่วนอีก 1 คัน เป็นชื่อของนายพรรณ์แสง ชูมัง ลูกศิษย์คนสนิท ซึ่งดีเอสไอจะสอบสวนขยายผลว่ามีการนำไปฟอกเงินหรือนำไปมอบให้ใครหรือไม่ พร้อมกันนี้ ตนยังได้รับรายงานจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับผลการตรวจสอบภาพถ่ายพระนอนร่วมหมอนกับบุคคลอื่น พบว่าไม่ใช่ภาพที่มีการตัดต่อหรือตกแต่ง แก้ไข แต่ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นการนอนอยู่กับผู้หญิงหรือผู้ชาย

สำหรับรายละเอียดรถเบนซ์ 22 คัน ที่พระวิรพล ใช้เงินสดซื้อจำนวนกว่า 95 ล้าน มีดังนี้ 1.เบนซ์ เอส300 แอล ราคา 7.59 ล้านบาท ถือครองในชื่อนายพรรณ์แสง ชูมัง 2.เบนซ์ ซี200 เคอีแอล ราคา 2.79 ล้านบาท 3.เบนซ์ วีโต้ ราคา 2.6 ล้านบาท 4.เบนซ์ ซี200 เคอีแอล ราคา 2.79 ล้านบาท 5.เบนซ์ ซี200 เคอีแอล ราคา 2.79 ล้านบาท 6.เบนซ์ ซี 200 เคเอวี ราคา 2.99 ล้านบาท 7.เบนซ์ อี 200 เคเอวี ราคา 3.69 ล้านบาท 8.เบนซ์ อี 200 เคเอวี ราคา 3.69 ล้านบาท 9.เบนซ์ อี220 ซีดีไอ ราคา 3.95 ล้านบาท 10.เบนซ์ อี 200 เคเอวี ราคา 3.74 ล้านบาท 11.เบนซ์ อี 200 เคเอวี ราคา 3.74 ล้านบาท

12.เบนซ์ เอส 300 แอล ราคา 6.3 ล้านบาท 13.เบนซ์ วีโต้ ราคา 3.3 ล้านบาท 14. เบนซ์ วีโต้ ราคา 3.3 ล้านบาท 15.เบนซ์ วีโต้ ราคา 3.3 ล้านบาท 16.เบนซ์ เอส 500 ราคา 11.1 ล้านบาท 17.เบนซ์ อี 250 ซีจีไอ ราคา 4.1 ล้านบาท 18.เบนซ์ อี 250 คูเป้ ราคา 5.4 ล้านบาท 19.เบนซ์ อี250 ซีจีไอ เอวี ราคา 4.7 ล้านบาท 20.เบนซ์ อี250 ซีจีไอ เอสเตส ราคา 5.5 ล้านบาท 21.เบนซ์ อี250 ซีจีไอ เอสเตส ราคา 6 ล้านบาท และ 22.เบนซ์ เอ็มแอล 350 เป็นรถมือสอง ราคา 1.5 ล้านบาท
ตะลึงเจอพลอยกว่า 10 ล้าน

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ดีเอสไออีกชุดหนึ่ง ได้เดินทางไปที่บ้านของนายกิตติกร วงศ์สวัสดิ์ ในพื้นที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นพ่อตาของนายอภิชาติ สมเทพ หรือ โจ อายุ 25 ปี หลานของเณรคำ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการขนย้ายตู้เซฟดังกล่าวไปเก็บไว้ เจ้าหน้าที่ได้ประสานช่างให้มาทำการผ่าตู้เซฟ พบพลอยสีเขียว ทับทิม หลากสีหลายขนาด ที่ยังไม่ได้เจียระไน บรรจุอยู่ในถุงพลาสติก 9 ถุง และกล่องใส่สายรัดธนบัตร 6 มัด มัดละ 100 ซอง จึงนำตู้เซฟและพลอยดังกล่าวไปที่ สภ.พิบูลมังสาหาร ก่อนประสานร้าน จำหน่ายทองใน อ.พิบูลมังสาหาร มาประเมินราคา ถึงทราบมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท

เผ่นกบดานแดนมะกัน

รายงานข่าวจากผู้ใกล้ชิด หลวงปู่เณรคำ เปิดเผยว่า ล่าสุดหลวงปู่เณรคำ พร้อมพระติดตามอีก 3 รูป ได้เดินทางออกจากวัดโพธิญาณราม กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเข้าสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้วีซ่าเข้าฝรั่งเศสเพียง 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.-20 มิ.ย. โดยเข้าพักที่สาขาวัดป่าขันติธรรม เลขที่ 32140 ออเทอก้าไฮเวย์ เมืองเลคเอลซินอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 92530 สำหรับวัดสาขาดังกล่าว หลวงปู่เณรคำ ได้เดินทางไปเปิดเมื่อปี พ.ศ. 2554 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นศูนย์วิปัสสนากรรมฐาน และส่งเสริมคุณธรรมและคุณภาพชีวิต ประจำวันของพุทธศาสนิกชน และประชาชนโดยทั่วไปทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก
มีชื่อเป็นเจ้าของบ้าน-ที่ดิน

ขณะที่เว็บไซต์อะลิตเติ้ลบุดดา (www. alittlebuddha.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของวัดไทยลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ได้นำสำเนาโฉนด ซึ่งมีชื่อระบุว่า นายวิรพล สุขผล เป็นเจ้าของที่ดินและบ้าน เลขที่ 32140 ออเทอ ก้าไฮเวย์ เมืองเลคเอลซินอร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 92530 อยู่ไม่ไกลจากวัดรัตนปัญญา เมืองวิลโดม่าร์ นอกจากนี้เว็บไซต์ดังกล่าวยังได้เผยแพร่ข้อความเรื่องหลักฐาน “เณรคำ” เข้าปารีส โดยเปิดเผยหนังสือเชิญเรื่อง นิมนต์คณะสงฆ์มาร่วมงานวันวิสาขบูชา ณ กรุงปารีส แสดงธรรมที่วัดโพธิญาณราม ชมรมพุทธศาสนาและกลุ่มชาวพุทธในยุโรป โดยอาราธนาพระสงฆ์ 10 รูป นำโดยพระวิรพล สุขผล สังกัดวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จ.อุบลราชธานี มีพระครูภาวนาวรธรรมวิเทศ เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณราม เมือง     ตวกโหนง ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ลงนามในจดหมายนิมนต์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของหนังสือเชิญทางเว็บไซต์ ได้หมายเหตุไว้ว่า “ข่าวล่าสุดรายงานว่าเมื่อ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา พระวิรพล พร้อมด้วยผู้ติดตามอีก 3 คน ได้เดินทางเข้าอเมริกาแล้ว.

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาความยากจนในสังคมไทย

ปัญหาความยากจนในสังคมไทย

ความยากจน ” ปัญหาที่ไม่เคยหมดไปจากสังคมไทย

ประเทศไทยของเรานี้มีสารพัดปัญหาสังคมเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาครอบครัว ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย ฯลฯ แต่ที่เห็นได้ชัดเจนและกระทบความเป็นอยู่ของคนในสังคมมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “ ปัญหาความยากจน” ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานแสนนาน
            ทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องประสบกับภาวะความยากจน อยู่ในภาวะที่ขาดแคลนไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการมีหนี้สิน ซึ่งสาเหตุของความยากจน ก็เกิดจากการไม่มีงานทำ ประชากรเพิ่มขึ้น อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของประชากร ความเกียจคร้านและความเฉื่อยชา ลักษณะของอุตสาหกรรม ปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมและสังคม ตลอดจนขาดการกระจายรายได้ที่เหมาะสม
            เหตุผลเหล่านี้เป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย เพราะถ้าหากประชาชนว่างงานก็ไม่มีรายได้เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ไม่เท่าเทียมกับคนอื่นๆ และความยากจนยังก่อให้เกิดปัญหาความไม่มั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ  ทั้งเป็นปัญหาสังคม เช่น อาชญากรรม และยังครอบคลุมถึงขาดโอกาสทางการศึกษา การรักษาพยาบาล การไร้ซึ่งอำนาจ  และส่งผลทางด้านสุขภาพจิตของบุคคลทำให้เกิดความท้อแท้สิ้นหวังต่างๆตามมา
            จะเห็นได้ว่าปัญหาความยากจนเป็นปัญหาระดับชาติที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญเข้ามาแก้ไขในส่วนของเศรษฐกิจและสังคม  เช่นให้การศึกษา เพราะการศึกษาจะช่วยให้ประชาชนมีความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพที่มีความก้าวหน้า ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพอนามัย และให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนสร้างอาชีพให้แก่ประชาน เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐาน


ความยากจน ในสังคมไทย
             ความยากจนเป็นปัญหาสังคมไทยมานานกว่า 20 ปี  คนจนในที่นี้จึงหมายถึง คนที่มีรายได้ไม่พอต่อการยังชีพขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีประมาณ 1 ใน 3 ของประชากร หรือประมาณ 18 ล้านคน ของประชากรทั้งหมดในช่วงนั้น หลังจากนั้นมาเศรษฐกิจก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงปี 2531 ได้ช่วยให้จำนวนคนยากจนในประเทศลดน้อยลง แต่มาในช่วงปี 2540 จนถึง ปี 2549 นั้น จากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รายงานว่า  ประเทศไทยยังคงมีคนจนที่มีรายได้ตํ่ากว่า  1,386 บาท/เดือน  อยู่ถึงร้อยละ 10% หรือประมาณ 6 ล้านกว่าคน และหากถ้ารวมคนที่เกือบจะจน ที่มีรายได้ไม่เกิน 1,600 บาท/เดือน ด้วยแล้วยังมีอีกประมาณ 8 ล้านกว่าคน หากรวมแล้วประเทศไทยจะมีคนจนทั้งหมดเกือบ 15 ล้านคน ทั่วประเทศ
             หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะเห็นได้ว่า ร้อยละ 80% ของคนจนดังกล่าว ส่วนใหญ่แล้วอาศัยอยู่บริเวณแถบภาคเหนือ และภาคอีสาน และหากถ้าดูสัดส่วนรายได้ของคนทั้ง 2 ภาคนี้ จะเห็นได้ว่ามีสัดส่วนรายได้เพียงแค่ 19% ของรายได้รวมของคนทั้งประเทศ

สาเหตุของความยากจน
สาเหตุของความยากจนสามารถแบ่งได้เป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ คือ
             (1. สาเหตุจากปัจจัยภายใน ได้แก่ 
                   - การมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพต่ำ เนื่องจากการขาดโอกาสในการศึกษาและพัฒนา ทักษะต่างๆ 
                   - การขาดโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์     
                   - การมีปัญหาสุขภาพ 
                   - การมีภาระ ในการเลี้ยงดูครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ 
                   - การมีทรัพย์สินและที่ดินในการทำกินน้อย 
** ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนเป็นสาเหตุภายในบุคคลที่ทำให้บุคคลกลายเป็นคนจนได้   
             (2. สาเหตุจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ 
             นโยบายการพัฒนาที่ไม่สมดุลของภาครัฐ เช่น
                   - การเน้นพัฒนาเมืองมากกว่าพัฒนาชนบทหรือการพัฒนาชนบท
                   - การเน้นแต่ทุนทางกายภาพโดยขาดการส่งเสริมทุนทางสังคม 
                   - การเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตร 
                   - การเน้นการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เพื่อการพาณิชย์โดยไม่ได้คำนึงถึงความยั่งยืน 
                   - การเน้นเป้าหมายการเจริญเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจมากกว่าการกระจายรายได้ให้กับประชากร 
                   - การเน้นการเปิดประเทศมากเกินไปในขณะที่ยังไม่มีมาตรการรองรับผลกระทบ ในด้านต่างๆ ที่ดีพอกระบวนการทางกฎหมายที่เป็นตัวสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม 
                   - ระบบราชการไม่เอื้อต่อการแก้ปัญหา ความยากจนทั้งในแง่ขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนและล่าช้า  
                   - ความซ้ำซ้อนของหน่วยงานต่าง ๆ ในขั้นตอน การปฏิบัติการ
                   - ความไม่สอดคล้องกันของแผนงานและงบประมาณในระดับต่าง ๆ 
** ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยหลักจากภายนอก ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาความยากจนและซ้ำเติมคนจนมากขึ้นเช่นกัน

ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาความยากจน
             รัฐบาล ก็ได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เข้ามาประสานความช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจของผู้ประสบปัญหา ด้วยแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยมีข้อสรุปดังนี้
              1. การส่งเสริมนโยบายเศรษฐกิจมหภาคให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาความยากจน เช่น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เข้มแข็งและยั่งยืน, การส่งเสริมเศรษฐกิจในอาชีพเกษตรกรรม, การเพิ่มรายจ่ายภาครัฐในการจัดบริการพื้นฐานทางสังคมแก่คนจน และผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น
              2. การเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนจน เช่น การเปิดเวทีประชาคมท้องถิ่น , การขยายเครือข่ายและศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน การถ่ายทอด, ความรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน, การปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเหมาะสม เป็นต้น
              3. การพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมและผู้ด้อยโอกาส เช่น การขยายขอบเขตการประกันสังคมและการมีสวัสดิการให้ครอบคลุมผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น
              4. สวัสดิการโดยชุมชน เช่น การเตรียมความพร้อมในการสร้างหลักประกันทางสังคมแก่ประชากรแต่ละช่วงวัย โดยเน้นวัยชราเป็นสำคัญ
              5. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การจัดระบบของการเกษตร การประมง อย่างมีวิธีการเป็นระเบียบ
              6. การปรับปรุงระบบบริหารภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน เช่น การปรับกระบวนทัศน์และบทบาทหน่วยงานภาครัฐทั้งงหน่วยงานส่วนกลางและระดับท้องถิ่น, การจัดทำแผนงาน/โครงการที่มีลักษณะเป็นองค์รวม, ปรับปรุงระบบงบประมาณ และการจัดทำโครงการต่างๆที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงปัญหาความยากจน
             
               แนวทางแก้ไขดังกล่าวนั้น ได้ต่อยอดมาจากโครงการหนึ่ง ซึ่งโครงกาที่ทุกคนนึกถึงได้ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน นั่นคือ โครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ที่ทรงเน้นในเรื่องนี้โดยตรง
               เศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นปรัชญาที่ชี้แนวทางการดำรงชีวิต ที่ในหลวงมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2517 เป็นต้นมา และถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในสังคม
               ต่อมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น) ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อบรรจุใน  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ” และได้จัดทำเป็นบทความเรื่อง "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยพระองค์ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำบทความที่ทรงแก้ไขแล้วไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542
              จากนั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงได้รับการเชิดชูเป็นอย่างสูงจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน โดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านที่เห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
                นอกจากนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 และแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ต่อยอดโครงการเศรษฐกิจพอเพียง อันเป็นโครงการที่ดียิ่งในการแก้ปัญหาหนี้ ในช่วงยุคสมัยที่ผ่านมาจึงเกิดโครงการเยียวยาแก้ไขปัญหาต่างๆตลอดมา ไม่ว่าจะเป็น
             โครงการลดความยากจนในอดีต เช่น
                            - โครงการสร้างงานในชนบท
                            - โครงการพัฒนาตำบลกองทุนพัฒนาชนบท
                            - โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
                            - โครงการพัฒนาคนจนในเมือง
                            - โครงการเสริมสร้างการแก้ไขปัญหาคนจนในเมืองในภาวะวิกฤติ
                            - โครงการแก้ไขปัญหาด้านการเงินและสินเชื่อสำหรับคนจนในเมือง
                            - โครงการลงทุนเพื่อสังคม (Social Investment Project)         
              โครงการลดความยากจนของรัฐบาลในปัจจุบัน เช่น
                            - โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
                            - โครงการการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยเป็นเวลา 3 ปี
                            - โครงการธนาคารประชาชน
                            - โครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค
                            - โครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์
                เราจะเห็นได้ว่า การแก้ไขปัญหาความยากจน ในหลวงกษัตริย์ของปวงชน ท่านทรงมองการณ์ไกลในการช่วยเหลือในด้านนี้เสมอมา ทำให้เกิดการต่อยอดของโครงการ และรวมถึงหน่วยงานความช่วยเหลือต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม จึงเห็นได้ว่าสังคมไทยนั้นยังคงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือและเยียวยาแก้ไขปัญหาความยากจนอยู่มาก
               แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คำถามในเรื่องปัญหาความยากจนในสังคมไทย ยังคงต้องได้รับการตอบสนองแก้ไขอย่างไม่มีวันจบสิ้น จึงกลายเป็นคำถามทุกยุคสมัยต่อๆไป ในการหาแนวทางแก้ไขเยียวยาปัญหาความยากจนอย่างไม่รู้จบ 

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น

ปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น
Adolescent Problems


เพิ่มคำอธิบายภาพ


 

                       
 
วัยรุ่นเป็นวัยที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้มากที่สุดวัยหนึ่ง  ซึ่งแสดงออกเป็นปัญหาพฤติกรรมได้หลายประการ เช่น  ดื้อ  ไม่เชื่อฟัง  ละเมิดกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ  มีแฟนและมีเพศสัมพันธุ์  ใช้ยาเสพติด  ทำผิดกฎหมาย  ปัญหาพฤติกรรมบางอย่างมักเกิดขึ้นมานาน จนทำให้การแก้ไขมักทำได้ยาก  การป้องกันปัญหาจึงมีความจำเป็น  และสำคัญมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว  การป้องกันดังกล่าว  ควรเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งแต่เด็ก  เด็กที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพดี   จะมีภูมิต้านทานโรคทางจิตเวชต่างๆ และช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นได้อย่างมากเช่นกัน  พ่อแม่และครูอาจารย์และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กทั้งหลาย  จึงควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพจิตตั้งเด็กจนถึงวัยรุ่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ สังคมและสิ่งแวดล้อมก็ควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กและวัยรุ่นเช่นเดียวกัน

สุขภาพจิตหมายถึงอะไร

   “สภาพจิตใจที่เป็นสุข สามารถมี สัมพันธภาพ  และรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นไว้ได้อย่างราบรื่น สามารถทำตนให้เป็นประโยชน์ได้ ภายใต้ภาวะสิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคม และลักษณะความเป็นอยู่ในการดำรงชีพ วางตัวได้อย่างเหมาะสม และปราศจากอาการป่วยของโรคทางจิตใจและร่างกาย”
ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพจิต 

    สุขภาพจิตที่ดี เกิดจากร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง  ความสามารถทางจิตใจที่ปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์  สภาพครอบครัวที่อบอุ่นและสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี

สุขภาพจิตมีความสำคัญอย่างไร

          คนที่มีสุขภาพจิตดี  จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข เรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพที่มี   ดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นประโยชน์ต่อตนเอง  และต่อผู้อื่น  ไม่เกิดอาการทางจิตเวช  หรือโรคทางจิตเวชได้ง่าย  ถึงแม้ชีวิตจะเผชิญปัญหามาก  ก็สามารถแก้ไขผ่านพ้นไปได้ด้วยดี 

          คนที่สุขภาพจิตไม่ดี  มักมีปัญหาในการปรับตัว  มีอาการทางจิตเวช  เช่น  ความเครียด  ซึมเศร้า  แม้ว่าจะเจอปัญหาเล็กๆ  ก็ปรับตัวได้ลำบาก   มีปัญหาพฤติกรรมได้บ่อย  มักเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวชได้ง่าย  และฟื้นตัวไม่ได้ดี

ปัญหาพฤติกรรมที่พบบ่อย

  • ไม่เรียนหนังสือ
  • ติดเกมส์
  • ติดการพนัน
  • การเรียน  การปรับตัว
  • ปัญหาทางเพศ  สาเหตุ
  • การใช้และติดยาเสพติด
  • พฤติกรรมผิดปกติ Conduct  disorder
  • โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย
  • บุคลิกภาพผิดปกติ
สาเหตุของปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น
  • ร่างกาย  การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี  สารสื่อนำประสาท  โรคทางกาย โรคระบบประสาท   สารพิษ 
  • จิตใจ  บุคลิกภาพ  ความคิด  การมองโลก  การปรับตัว 
  • สังคม  การเลี้ยงดู  ปัญหาของพ่อแม่  ตัวอย่างของสังคม  สื่อต่างๆ

จุดเน้นของการพัฒนาวัยรุ่นไทย เพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรม

เป้าหมายของการพัฒนา  มุ่งสู่  อีคิว

ให้มีพัฒนาการทุกด้าน  ซึ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต  มีทั้งเก่ง  ดี และ มีสุข
การเรียน  เน้นให้ เรียนรู้ด้วยตัวเอง  คิดเอง
          วัยรุ่นจะเป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง  อยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง  ความรู้ทางวิชาการนับวันจะมีมากขึ้น  ครูไม่สามรถสอนความรู้ให้หมดได้อีกต่อไป  ในอนาคต  การเรียนรู้ด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก  รวมถึงการรู้จักเลือกแหล่งข้อมูลข่าวสาร  ให้ได้สิ่งที่ถูกต้อง
หาเอกลักษณ์ส่วนตน
          เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น  เด็กจะเริ่มเข้าใจตนเอง  รู้จักตนเองมากขึ้นว่า  เป็นคนอย่างไร  มีความชอบความถนัดอะไรบ้าง  มีจุดเด่นจุดด้อยอะไร  อยากเรียนไปทางไหน  อยากทำอาชีพใด  รวมถึงเอกลักษณ์ทางเพศด้วย 
การทำงานร่วมกัน
ส่งเสริมให้มีทักษะในการทำงานร่วมกัน  มีความสามัคคี  มีทักษะในการเป็นผู้นำ และผู้ตามที่ดี   ระเบียบวินัยส่วนตัว  และของกลุ่ม  มีการสื่อสารเจรจาที่มีประสิทธิภาพ
แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์
          พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กรู้จักการคิดและทำด้วยตนเอง  มีความพอใจ  และภูมิใจกับการทำงาน  มีความสนุกกับงาน  มองเห็นงานเป็นเรื่องท้าทายความสมารถ  ไม่ท้อแท้  สู้งาน  เพลิดเพลินได้กับงาน  และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาอยู่เสมอ
วงจรความสุขของชีวิต
          เด็กทุกคนควรมีวิธีทำให้ตนเองมีความสุข และสนุกกับการดำเนินชีวิต  ด้วยงานหรือกิจกรรมที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจ  มักจะเป็นเรื่องที่ตนเองชอบหรือมีความถนัด  สามารถทำได้ดี  ประสบผลสำเร็จ  เมื่อทำแล้วเกิดความสุข  เกิดแรงจูงใจที่จะทำอีก  เด็กที่มีวงจรความสุข  มักจะไม่เข้าหายาเสพติด  หรือมีเพศสัมพันธ์

การส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น  ทำได้อย่างไร

          การส่งเสริมสุขภาพจิตวัยรุ่น  ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก  ให้มีการพัฒนาเด็กทุกด้านไปพร้อมๆกัน  ทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  อารมณ์  และสังคม 

ใครจะช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น 

          เด็กได้รับอิทธิพลจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด  เริ่มต้นจากพ่อแม่  พี่น้อง ญาติใกล้ชิด  เพื่อน  เพื่อนบ้าน  เมื่อเด็กเข้าโรงเรียนก็ได้รับอิทธิพลจากครูและเพื่อนนักเรียน  รุ่นพี่รุ่นน้อง  และจากสังคมสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็ก  การส่งเสริมพัฒนาการเด็กจึงต้องการความร่วมมือกันของหลายฝ่าย  เริ่มต้นจากที่บ้าน  สานต่อที่โรงเรียน  และสังคมรอบๆตัวเด็กนั่นเอง  ทุกคนควรมีส่วนร่วมกันเสมอในการช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดี  ที่ถูกต้อง  มิใช่ช่วยแต่ลูกหลานของตนเอง  แต่ช่วยลูกหลานคนอื่นด้วยเมื่อมีโอกาส  เพราะในที่สุดทุกคนก็ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน
          ตัวอย่างของการช่วยกันส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กที่ดี  คือช่วยกันสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อเด็ก  มีความปลอดภัย  เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เด็กมีความลำบากเดือดร้อน  ควรหาทางช่วยเหลือ  แก้ไข  ช่วยกันปกป้องเด็กไม่ให้ได้รับอบายมุข  ยาเสพติด  การกระตุ้น ยั่วยุทางเพศ  เป็นต้น

บทบาทของพ่อแม่ ควรจะเป็นอย่างไร

บทบาทของพ่อแม่ในการส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กเป็นบทบาทหลัก   และเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการเด็ก   หลักสำคัญคือความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่ ครอบครัวมีความรักความอบอุ่น  มีความสุข มั่นคง
นอกจากนี้  สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดขึ้น  คือ
1 สร้างความสำพันธ์ที่ดี กับเด็ก มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันต่อเนื่องสม่ำเสมอ  และยาวนานพอ
  • พ่อแม่ควรรู้เขา รู้เรา  เข้าใจความคิดความรู้สึกของลูก  คาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ว่า  ลูกน่าจะคิดอย่างไร  รู้สึกอย่างไร  น่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา  รู้จุดเด่น จุดอ่อน ของลูก
  • รับฟังได้มากขึ้น  เกิดการยอมรับกัน  ประนีประนอมกัน 
  • สร้างขอบเขตที่เหมาะสมได้ง่าย  เคารพในกติกาที่ช่วยกันสร้างขึ้น
  • ส่งเสริม  ชี้แนะ  แนะนำ  ตักเตือน
  • ยืนยันในเรื่องที่ “วิกฤต”  เท่าที่จำเป็น ไม่ควรมีมากนัก 
2. ให้รางวัลในพฤติกรรมที่ดี  พฤติกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  การให้รางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ  หรือเงิน  อาจให้คำชม  การชื่นชม  ก็เพียงพอสำหรับเด็ก
3. เอาจริงกับสิ่งที่ตกลงกันไว้  ถ้ามีการละเมิดข้อตกลง  ต้องมีวิธีการเตือนที่ได้ผล  พ่อแม่ควรทบทวนดูเสมอว่า  วิธีการเตือนแบบใดที่ไม่ได้ผลก็ควรเลิกใช้   การเตือนที่ได้ผลมักจะเกิดจากการตกลงกันไว้ล่วงหน้า  และเมื่อเตือนแล้วกำกับให้เกิดผลอย่างจริงจัง ทันที  เด็กจะเรียนรู้ว่าพ่อแม่เอาจริงกับสิ่งที่พูด  และตกลงกันล่วงหน้า  เมื่อมีการตกลงกันในเรื่องใดๆอีก  เด็กก็จะตั้งใจทำตาม
วิธีที่ไม่ได้ผล
  o       การพูดย้ำซ้ำๆ  แล้วเด็กไม่ได้ปฏิบัติ

o     การบ่นมากๆ

o       การเปรียบเทียบกับเด็กอื่นๆ

o       การข่มขู่(แล้วไม่ได้ทำตามนั้น)

o       การปรามาส  ดูถูกให้ได้อายโดยหวังว่าจะฮึดสู้  มีมานะ และแก้ไขตนเองได้

o       การลงโทษรุนแรง  ด้วยกำลังเช่นการตี  ตบ  เตะต่อย  ผลักไส  หรือด้วยวาจา  เช่น  ด่าว่า เปรียบเทียบเป็นสัตว์ที่ด้อยปัญญา  ด่ากระทบไปถึงคนอื่น  เช่น  พ่อมันไม่ดี  แม่มันไม่สั่งสอน  เชื้อสายมันเลว

o       ตัดความสำพันธ์  ไม่พูดด้วย  ไม่สนใจ  ไม่ดูแล  ไม่ส่งเสริม  โดยหวังว่าจะสำนึกและมาขอโทษ 

วิธีที่น่าจะทำ
  • เอาจริงทันที  โดยเฉพาะตอนเริ่มต้นสร้างกติกากันใหม่ๆ  ต้องคอยสังเกต ติดตาม  ถ้าทำได้อย่าลืมชื่นชม  ถ้าทำไม่ได้  ควรมองในแง่ดีว่า เขาอาจลืม  ยังไม่สม่ำเสมอจนจะทำได้เป็นอัตโนมัติ  ซึ่งจะต้องทำซ้ำๆต่อเนื่องกันนั้นนานพอ  (ประมาณ 3  สัปดาห์)  ในเด็กสมาธิสั้นอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้  และในกรณีที่เป็นการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีเก่าที่ทำติดตัวมานานแล้ว  อาจต้องใช้เวลามากขึ้น
  • หยุดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาทันที
  • ทบทวนว่าเคยมีการพูดคุยกันล่วงหน้าก่อนหรือไม่  เช่น  ถ้าเล่นเกมเลยเวลาที่ตกลงกันไว้  จะมีการจัดการอย่างไร  ถ้ามีอยู่แล้ว  ให้จัดการตามนั้นอย่างจริงจัง แต่นุ่มนวล  เน้นเรื่องของการตกลง  ทำอย่างไรได้ผลอย่างนั้น  ถ้าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก  ควรทำอย่างไร  คาดหวังว่า  ครั้งต่อไปเขาจะควบคุมตัวเองได้
  • รับฟังความคิดเห็น  คำโวยวายได้สั้นๆ  จับประเด็นที่ไม่พอใจ  สะท้อนความคิด  ความรู้สึกของเขาสั้นๆ 
  • ไม่มีการต่อรอง  เจรจา  ผัดผ่อน  การดำเนินการควรทำทันที  และเป็นไปให้สอดคล้องกับการตกลงกันไว้ล่วงหน้า
  • ถ้าไม่มีการตกลงกันล่วงหน้า  ให้ใช้  กฎมาตรฐาน  เช่น  ไม่ละเมิดผู้อื่น  ไม่ละเมิดตนเอง  ไม่ทำให้ของเสียหาย หรือฟุ่มเฟือยเกินเหตุ  และตั้งเป็นกติกามาตรฐานไว้เลย  เด็กจะต้องการหลักยึดที่ชัดเจน  และบางครั้งอาจต้องลงรายละเอียดให้เห็นเป็นรูปธรรม  เช่น
-อย่านอนดึก  ควรเปลี่ยนเป็น  เวลานอนที่กำหนด  คือ สี่ทุ่ม
-ต้องอ่านหนังสือเรียน   ควรเปลี่ยนเป็น  เวลาอ่านหนังสือ  คือ  สามทุ่ม ถึงสี่ทุ่ม
          มีการกำหนดเวลาทดลองปฏิบัติในระยะแรกให้ชัดเจน  เช่น  กฎข้อนี้เราจะทดลองทำร่วมกันประมาณ  2  สัปดาห์  หลังจากนั้นจะมีการมาทบทวนกันใหม่  เป็นการเปิดช่องทางให้มีการเจรจา  เปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยพ่อแม่ไม่เสียหน้า และปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างให้ทำได้ง่ายขึ้น  เปิดช่องให้เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น  ไม่รู้สึกเป็นการบังคับกันเกินไป  และได้การเรียนรู้ว่า  เมื่อตกลงกันแล้ว  ต้องทำ  ถ้าอยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขยังมีโอกาสทำได้อยู่  แต่ต้องมาตกลงกันก่อน  เป็นการเปิดช่องทางการ “เจรจา”  เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมแล้วจะมีแรงจูงใจให้เขาทำตามนั้นมากขึ้น  การให้เด็กสร้างกติกากับตนเอง  เป็นการฝึกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง  แต่มีระเบียบวินัยจากภายใน (self control)  ซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตเขาต่อไป  พ่อแม่จะเหนื่อยน้อยลงที่จะไม่ต้องไปสร้างระเบียบวินัยจากภายนอก (external control  or social rules)
          เมื่อมีการลงโทษ  ควรสรุปสั้นๆก่อนการลงโทษ  ว่าเกิดอะไรขึ้น  เหตุใดจึงมีการลงโทษ  ชื่นชมเด็กที่รู้จักสำนึกได้  หรือเปิดเผยไม่โกหกปิดบัง  ชวนให้เด็กคิดว่า  ถ้าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ควรจะทำอย่างไร  จะป้องกันได้อย่างไร  และคาดหวังในทางที่ดีว่า  เขาน่าจะทำได้  เราจะคอยดู  และชื่นชมเขาในโอกาสต่อไป
          ถ้าเด็กไม่คิดไม่เรียนรู้ ไม่สำนึกในระยะแรก  ให้คุยใหม่หลังจากพ้นโทษทันที  หรือในระยะเวลาต่อมาที่ไม่นานเกินไป  ชวนคุยให้เด็กทบทวนตนเองว่า  เกิดอะไรขึ้น  รู้สึกอย่างไร  อยากป้องกันไม่ให้เกิดอีกอย่างไรดี  กระตุ้นให้คิด  และชมความคิดที่ดีของเขา  เป็นการฝึกให้เด็กคิด “ทบทวนตนเอง”  และวางแผนเกี่ยวกับตนเอง  ที่สำคัญคือ  นำมาใช้กับชีวิตตนเองได้มากขึ้น  โดยไม่ต้องให้มีพ่อแม่หรือผู้ใหญ่คอยบอกคอยเตือน  คอยบังคับให้ทำโน่นทำนี่อีกต่อไป     
4  เปิดโอกาสให้ได้รับการชื่นชม  สร้างกิจกรรมที่เด็กจะได้แสดงออกอย่างภาคภูมิใจตนเอง  ตามความชอบความถนัด
5 หาพฤติกรรมทดแทน  มาแทนที่พฤติกรรมที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
6  พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดี  มีระเบียบวินัย  จัดการกับชีวิตอย่างเหมาะสม  มีการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง
7  ส่งเสริมพฤติกรรมและการเรียนรู้ให้ครบทุกด้าน  ทั้งทางด้านร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์  สังคม  สังเกตจุดอ่อน  และสร้างทักษะใหม่ที่จะเอาชนะจุดอ่อนเท่าที่จะเป็นไปได้  ส่งเสริมจุดเด่นให้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง  เอาตัวเด็กเป็นศูนย์กลาง
8  ช่วยให้เด็กหาเอกลักษณ์ของตนเองได้  สังเกตจาก  ความชอบ ความถนัด  ผลการเรียน  กิจกรรม ที่ชอบ  และทำได้ด้วยตัวเอง   ความพอใจ  แนวคิด  ความเชื่อ  กลุ่มเพื่อน  วิชาชีพที่อยากเรียน  อาชีพที่ต้องการ  รวมถึงเอกลักษณ์ทางเพศ  สนับสนุนให้เป็นไปตามเอกลักษณ์  แต่ให้ได้การเรียนรู้ในพัฒนาการด้านอื่นๆด้วย
          เด็กทุกคนควรมี  “วงจรชีวิตที่สร้างความสุข” (pleasure circuit)  เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างถูกต้อง  ในเวลาว่าง  หรือในเวลาที่มีความเสี่ยงเกิดขึ้น  แม้ว่าจะขาดโอกาส  ขาดเงิน   อยู่คนเดียว  มีความทุกข์  มีเหตุการณ์บีบคั้น
          ตัวอย่างของวงจรความสุขที่ดี
การอ่าน   การเขียน
ศิลปะ  วาดรูป  ระบายสี  แกะสลัก  เซรามิกส์  ดนตรี  กวี
การท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้  และสร้างสรรค์  ทัศนศึกษา
การเล่นกีฬา   แอโรบิก  กีฬาทักษะฝีมือ  กีฬาสร้างความพร้อม(การต่อสู้ป้องกันตัว)  กีฬาเอาตัวรอด(ว่ายน้ำ วิ่ง  ปีนป่าย)
เกม   หมากกระดาน
9  สนับสนุนกลุ่มเพื่อนที่ดี  ช่วยแก้ไขกลุ่มที่มีความเสี่ยง  รักลูก ให้รักเพื่อนของลูกด้วย  เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากกันเอง  ภายใต้การดูแล “เงียบๆ”  หัดให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์เพื่อนให้เป็น
10  ฝึกให้เด็กรู้จักการจัดการกับความเสี่ยง  (risk management)
          วิเคราะห์ความเสี่ยง  ประเมินความเสี่ยง  โอกาสอันตราย  คิดล่วงหน้าถึงความเป็นไปได้ในด้านลบ
          หาสาเหตุของความเสี่ยง  และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ในแง่มุมต่างๆ  อย่างถี่ถ้วน
          หาวิธีป้องกันความเสี่ยง   การลดความเสี่ยงด้วยวิธีการต่างๆ  หรือการแก้ไขปัญหา  ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น  มีช่องทางออก  ทางหนีทีไล่อย่างไร  วิเคราะห์โอกาสต่างๆ  ข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก

บทบาทของครู  ควรจะทำอย่างไร

          ครูควรมีบทบาทส่งเสริมพัฒนาการต่อจากพ่อแม่  ด้วยการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้านเช่นกัน  โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสังคม  และจริยธรรม   ใช้หลักพฤติกรรมบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็ก  และถ้าจำเป็นต้องลงโทษ  ควรมีหลักการลงโทษที่ดี  ได้ผล  และไม่เกิดผลเสียตามมา   เมื่อเด็กเริ่มมีปัญหา  ครูควรมีมาตรการจัดการให้ความช่วยเหลือโดยเร็ว   โรงเรียนควรมีระบบการให้ความช่วยเหลือเด็กอย่างชัดเจน  มีการประสานงานกับแหล่งทรัพยากรที่จะให้ความช่วยเหลือได้  เช่นทีมงานสุขภาพจิตที่อยู่ใกล้เคียง  เป็นต้น
แนวทางการแก้ไข/ช่วยเหลือเมื่อเด็กเริ่มมีปัญหา
  1. สร้างความสัมพันธ์ที่ดี
  2. รับฟังปัญหาเด็กเสมอ  ไม่ตำหนิ  หรือสั่งสอนเร็วเกินไป  ท่าทีเป็นกลาง
  3. เข้าใจปัญหา  หาข้อมูลเพื่อให้รู้สาเหตุ  และแนวทางการแก้ไขปัญหา
  4. มองเด็กในแง่ดี  มีความหวังในการแก้ปัญหาเสมอ
  5. กระตุ้นให้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง  มีทางเลือกหลายๆทาง  วิเคราะห์ทางเลือกร่วมกัน
  6. ชี้แนะทางแก้ไขปัญหาในกรณีที่เด็กคิดไม่ออกด้วยตัวเอง
  7. เป็นแบบอย่างที่ดี 
  8. ใช้กิจกรรมช่วย  กีฬา  ดนตรี  ศิลปะ  กิจกรรมกลุ่ม
  9. ให้เพื่อนช่วยเพื่อน  อธิบายให้เพื่อนเข้าใจกัน  ยอมรับและอยากช่วยเหลือกัน  ไม่ตัวใครตัวมัน
  10. ชมเชยเมื่อทำได้ดี
  11. เมื่อทำผิด  มีวิธีตักเตือน  ชักจูงให้อยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น
  12. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม 
  13. ให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา  แก้ไขปัญหาครอบครัว

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Blogger ของฉัน

ชื่อ นางสาวเรไร เอี่ยมสุข ชื่่อเล่น เรไร
อายุ  21 เกิด 19 ธ.ค.2535
กำลังศึกษา โปรเเกรมสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
จบจาก โรงเรียนกันทรารมณ์